วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทความทางวิชาการ เรื่อง สิทธิข้ามเพศ : พวกรักร่วมเพศ นางสาว ยลดา พงษ์สวัสดิ์ 53242353


รายงานวิชา 830329  ปัญหาสังคมและประเด็นสำคัญด้านการพัฒนา
บทความทางวิชาการ เรื่อง สิทธิข้ามเพศ : พวกรักร่วมเพศ

นางสาว ยลดา   พงษ์สวัสดิ์   53242353
คณะสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาสังคม ชั้นปีที่ 3

บทนำ
สังคมในปัจจุบัน   ย่อมมีการจัดระเบียบข้อกำหนดกฎเกณฑ์ทางสังคม   เพื่อควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกโดยผ่านการขัดเกลาทางสังคม   นับตั้งแต่เรื่องการกินอยู่ไปจนถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมและพฤติกรรมทางเพศ   ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกส่วนใหญ่ของสังคมทำตามกฎเกณฑ์นั้นๆ  แต่อย่างไรก็ตามพฤติกรรมที่ละเมิดกฎเกณฑ์ทางสังคมก็ยังคงมีอยู่   ในบรรดาพฤติกรรมที่ละเมิดกฎเกณฑ์ของสังคมไทยพฤติกรรมรักร่วมเพศเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่ได้รับการติเตียนจากสังคมอย่างมาก   ในเรื่องของการละเมิดกฎเกณฑ์บรรทัดฐานของสังคมไทย
พฤติกรรมรักร่วมเพศ ถือได้ว่าเป็นพฤติกรรมที่มีความหลากหลายและมีความแตกต่างจากบรรทัดฐานของสังคมอันเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว บุคคลที่กระทำรวมเพศนี้  ปัจจุบันถือว่าเป็นความเบี่ยงเบนหรือเป็นชายรักร่วมเพศที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนอื่นๆ   ถ้าได้ดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม   ประกอบอาชีพสุจริต   รักษาสุขภาพอนามัย หากปัญหาที่เกิดขึ้น  และมักจะพบในชายรักร่วมเพศ คือ   ปัญหาทางจิตใจ   อารมณ์   สังคม   เช่น   ความสับสนวุ่นวายใจ   หรือการวางตัวในสังคมลำบากกว่าคนอื่นๆ
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ   เกิดขึ้นมากมายและเป็นที่เปิดเผยยอมรับกันมากขึ้นก็ตาม   แต่พฤติกรรมรักร่วมเพศก็ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมขึ้น ทั้งนี้เนื่องจาก  การไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมอย่างเหมาะสม และเกย์บางคนอาจกลายเป็นกะเทยขายบริการทางเพศ จนทำให้เกิดการสำส่อนทางเพสที่มีผลถึงการแพร่ระบาดของโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเอดส์   เป็นต้น   และนอกจากนี้ยังทำให้เกิดปัญหาโดยกว้างต่างๆ เช่น   ปัญหาครอบครัว   ปัญหาการขายบริการทางเพศ   ปัญหาอาชญากรรมทางเพส   และปัญหาการแพร่เชื้อเอดส์   เป็นต้น

ความหมายของรักร่วมเพศ
                พวกรักร่วมเพศทั้งชายและหญิงหลายคนที่เพิ่งจะตระหนักถึงความเป็นรักร่วมเพศตนเมื่ออายุมากแล้ว  ซึ่งบางทีก็หลังจากที่ได้ใช้ชีวิตทางเพศอย่างคนปกติธรรมดามาหลายปีแล้วจนกระทั่งถึงขั้นที่มีคู่สมรสและบุตรแล้ว   ก็อาจจะเรียนตนเองว่าเป้นพวกรักสองเพศเพียงเพื่อที่จะหาเหตุผลให้กับความสัมพันธ์ทางเพศแบบใหม่  ในขณะที่เขาเลิกมีความสัมพันธ์ทางเพศแบบปกติธรรมดาแล้ว   และก็ยังไม่สามารถที่จะยอมรับได้ว่าพวกเขานั้นจริงๆ  แล้วเป็นพวกรักร่วมเพศ   และบางคนก็ใช้คำนี้ในความหมายที่ใกล้เคียงกันมากเพื่อที่จะหาเหตุผลให้กับเพศตรงกันข้ามไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความสัมพันธ์ทางเพศ   อารมณ์  หรือจะเป็นเพียงแค่ความรู้สึกและผูกพันเท่านั้นก็ตาม
                พวกรักร่วมเพศ หรือ รักสองเพศ  หรือเรียกอีกอย่างว่า พวก ไบเซ็กซ์ฌวล  มีความหมายว่า ความรู้สึกสนใจเพสเดียวกันกับตนเอง   ซึ่งยังไม่ได้แปรรูปออกมาเป็นความสัมพันธ์ทางเพศจริงๆ  หรืออาจจะเคยแล้วแต่ไม่บ่อยนัก   นอกจากนี้   คนที่ยอมรับว่าตนเองเป็นพวกไบเซ็กซ์ฌวลนั้นก็ยังมีพวกที่คิดว่าตนเองเป็นไบเซ็กซ์ฌวลจริงๆ ทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติอีกด้วย   ซึ่งสำหรับพวกเขานั้นการเป็นไบเซ็กซ์ฌวลก็เป็นทางเลือกที่กว้าง   และก็ดีกว่าการเป็นพวกที่มีพฤติกรรมทางเพศปกติหรือพวกรักร่วมเพศแต่เพียงอย่างเดียวซึ่งเป็นทางเลือกที่สุดขั้วและก็แคบเกินไป   การเป็นไบเซ็กซ์ฌวลนั้นเป็นการให้โอกาสแก่การพัฒนาตนเองของพวกเขาอย่างเต็มที่   และก็เป็นวิธีใหม่ในการที่จะสื่อสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์รอบ ๆ ตัวของเขาให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ความเบี่ยงเบนทางเพศ
จากข่าวคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ หรือแม้กระทั่งคำบอกเล่ากันจากปากต่อปาก เรามักจะได้ยินได้ฟัง ได้รับรู้ถึงการมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศของคนในแทบจะทุกสาขาอาชีพ และพฤติกรรมที่เรียกว่า     เบี่ยงเบนทางเพศก็คือ การมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่ต่างไปจากคนส่วนใหญ่ ซึ่งจะต้องพิจารณาสังคมวัฒนธรรมของแต่ละแห่ง รวมทั้งยุคสมัยในขณะนี้ร่วมไปด้วยจึงจะสามารถตัดสินใจได้ว่าบุคคลนั้นมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศหรือไม่

พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศนั้นมีอยู่หลายประเภทใหญ่และเพื่อให้มองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนี้
                ประเภทที่ 1 เป็นพฤติกรรมที่มีความผิดปกติทางเพศเกี่ยวกับบุคคล เวลา สถานที่ พฤติกรรมที่พบเห็นกันโดยส่วนใหญ่ และดูเหมือนจะมีมากขึ้นในยุคนี้ก็คือ พฤติกรรมรักร่วมเพศ เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกไม่เหมาะสมกับบทบาททางเพศของตนเอง ที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายก็คือ ชายจะแสดงท่าทางกระตุ้งกระติ้ง ใส่ใจตนเองมากเป็นพิเศษทั้งรูปร่าง หน้าตา และการแต่งกาย รวมทั้งกิริยาท่าทาง ตลอดจนการใช้น้ำเสียงและคำพูดคล้ายกับผู้หญิง มักชอบคบหาสมาคม และคลุกคลีอยู่กับเพื่อนเพศหญิง ในทางกลับกัน หญิงก็จะชอบแต่งตัว และแสดงกิริยาท่าทาง ตลอดจนใช้คำพูดที่คล้ายกับเพศชาย พยายามหาวิธีการต่าง ๆ ปกปิดอวัยวะที่แสดงถึงลักษณะของเพศหญิง เช่น หน้าอก และหากมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับเพศเดียวกันก็มักจะคอยดูแลปกป้องเป็นอย่างดี คำที่ใช้เรียกคนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศประเภทแรกนี้ที่เราได้ยินจนคุ้นหู เช่น ทอมดี้เกย์ตุ๊ด เป็นต้น
ประเภทที่ 2เป็นพฤติกรรมที่มีความผิดปกติในการเลือกคู่ร่วมเพศ ซึ่งคู่ร่วมเพศในที่นี้อาจจะเป็นบุคคล วัตถุ หรือส่วนของร่างกาย พฤติกรรมประเภทนี้ที่พบเห็นได้มากในสังคมขณะนี้ ดูเหมือนจะเป็นประเภทที่หาความสุขจากการมีสัมพันธ์ทางเพศ กับเด็กที่ยังไม่ถึงวัยอันควร (แตกเนื้อหนุ่มเนื้อสาว) ซึ่งอาจจะเป็นได้ทั้งเพศชาย เพศหญิง แต่ส่วนใหญ่พบในเพศชาย มักเป็นบุคคลประเภทที่เมื่อเห็นอวัยวะเพศของเด็กหญิงแล้ว จะมีอาการตื่นเต้น ชอบที่จะสัมผัสอวัยวะเพศของเด็กและจะชอบมากขึ้น หากเด็กมาจับต้องอวัยวะเพศของตน
ประเภทที่ 3เป็นพฤติกรรมทางเพศที่ผิดปกติในวิธีการปฏิบัติทางเพศ ที่มักได้ยินได้พบ คงจะเป็นการหาความสุขทางเพศจากการที่ทำให้คู่นอนของตนเองเจ็บปวดทางร่างกายหรือจิตใจ เช่น เฆี่ยนตี หรือแม้กระทั่งใช้คำพูดดูถูก หรือขู่ก่อนมีการร่วมเพศ
ประเภทสุดท้าย เป็นพฤติกรรมที่ผิดปกติในปริมาณ และความรุนแรงของความต้องการทางเพศที่ได้ยิน ส่วนใหญ่เห็นจะเป็นการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ที่กระทำบ่อยครั้งมาก เพราะไม่อาจยับยั้งใจตนเองได้
จากลักษณะของพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ทั้ง 4 ประเภทข้างต้นนี้ จะพบว่าพฤติกรรมบางประเภท เราก็ไม่สามารถจะสังเกตเห็นได้ชัดเจน และบางพฤติกรรมก็ไม่สามารถจะทราบได้ง่ายนัก หากบุคคลนั้นไม่ต้องการจะเปิดเผย ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คงจะไม่ได้อยู่เพียงแต่สังเกตพฤติกรรมของบุคคลใกล้ชิดเท่านั้น แต่คงจะอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้บุตรหลานไม่ต้องประสบกับการมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศนี้ ซึ่งแน่นอนว่าครอบครัวและโรงเรียนจะต้องมีบทบาทสำคัญในการให้ความรักความอบอุ่น ให้ความรู้ความเข้าใจ เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการทางเพศที่เป็นปกติ เหมาะสมกับวัยและวุฒิภาวะ สื่อมวลชนเองก็ต้องช่วยกันนำเสนอบุคคลที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น ไม่มุ่งเน้นที่การนำบุคคลที่แสดงออกถึงพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศที่ชัดเจนมานำเสนอ เพราะอาจทำให้เด็กและเยาวชนมีพฤติกรรมที่เลียนแบบ การที่ทุกหน่วยงานของสังคมช่วยกัน จะทำให้เยาวชนของชาติเติบโตอย่างมีพัฒนาการที่ดี มีชีวิตส่วนตัว และชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์ พ้นจากการมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศไปได้
พฤติกรรมรักร่วมเพศ เป็นพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศที่เรามักจะพบเห็นกันได้อย่าง    ชัดเจนที่สุด และค่อนข้างจะมีมากขึ้นในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในเด็กวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังแสวงหาเอกลักษณ์ของตนเอง ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง จะต้องให้ความสนใจ และมั่นคอยสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลาน ว่ามีแนวโน้มจะไปสู่การมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ในลักษณะเช่นนี้หรือไม่ ในเรื่องนี้มีข้อแนะนำในการสังเกตง่าย ๆดังนี้บุตรหลาน ที่เป็นชายของท่าน ให้ความสนใจใกล้ชิดกับเพื่อนชายมากเป็นพิเศษ โดยไม่สนใจเพศหญิงเลย ชอบแต่งหน้า ทาลิปติก เขียนคิ้ว ปัดแก้ม ใส่น้ำหอม ทำผม แต่งตัวที่ฉูดฉาดทันสมัย หรือออกมาในลักษณะที่เรียบร้อยมากกว่าธรรมดา แสดงกิริยา ท่าทาง ทำน้ำเสียง ตลอดจนหน้าตา และการทำมือทำไม้ที่ชดช้อย คล้ายผู้หญิง ชอบเก็บสะสมของใช้เครื่องแต่งตัวของผู้หญิง เช่น กระโปรง เสื้อชั้นใน และนำมาใส่ หรือชอบที่จะโกนขนรักแร้  และขนหน้าแข้งเป็นต้น
 หากพ่อแม่ ผู้ปกครอง พบว่าบุตรหลานของท่านแสดงพฤติกรรมดังกล่าวนานติดต่อกัน 3-6 เดือนหรือมีพฤติกรรมในลักษณะนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก เป็นสัญญาณเตือนให้พ่อแม่ ผู้ปกครองรู้แล้วว่าควรไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ อาจเป็นแพทย์  จิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา เพื่อหาทางแก้ไขแต่เนิ่น
อย่างไรก็ตาม การป้องกันไม่ให้บุตรหลานมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ เป็นหนทางที่ดีกว่า ที่จะปล่อยให้เกิดขึ้นแล้วมาแก้ไขในภายหลัง  จะทำอย่างไรให้พฤติกรรมลักษณะนี้มีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด ภารกิจนี้ก็คงจะต้องได้รับความร่วมมือจากพ่อแม่  ผู้ปกครอง โรงเรียน และสื่อมวลชน ซึ่งที่บ้านพ่อแม่จะต้องมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งให้ลูกเห็น เมื่อมีลูกออกมาเป็นเพศใด ก็ต้องยอมรับในเพศของลูกที่กำเนิดออกมา และเลี้ยงดูตามบทบาททางเพศที่แท้จริงของลูก ให้ความรักความเอาใจใส่ต่อลูกหลานอย่างเท่าเทียมกัน ไม่จำกัดว่าเป็นเพศใดเพศหนึ่ง และเป็นแบบอย่างที่ดี ในการแสดงบทบาททางเพศที่เหมาะสมแก่ลูก

สถานภาพทางกฎหมายของพวกรักร่วมเพศในปัจจุบัน
ในประเทศอังกฤษ   พวกรักร่วมเพศทั้งชายและหญิง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายนั้นยังไม่เท่าเทียมกับพวกที่มีพฤติกรรมทางเพศเป็นปกติในด้านกฎหมาย  ซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ว่า   พวกรักร่วมเพศที่เป็นชายนั้น จะไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์กันได้ก่อนอายุ 21 ปี เปรียบเทียบกับพวกที่มีพฤติกรรมทางเพศปกติที่มีได้ตั้งแต่อายุ 16 ปี  การชวนเชิญรบเร้าผู้ชายที่เป็นเกย์อีกคนหนึ่ง   โดยผู้ชายที่เป็นเกย์อีกคนหนึ่ง   หรือการแสดงออกถึงความสนใจทางเพศในที่สาธารณะตั้งแต่การเชิญกลับมาที่บ้านจนถึงการจูบอำลา ก็ถือว่าเป็นความผิดทางอาญาทั้งสิ้น   กิจกรรมของพวกรักร่วมเพศต่างๆ ทั้งชายและหญิงได้ถูกห้ามไม่ให้มีเกิดขึ้นในกองทัพและในงานด้วนพาณิชย์นาวี  
สำหรับของพวกรักร่วมเพศที่เป็นชายโดยเฉพาะอีกด้วย   แต่ก็ไม่มีกฎหมายข้อใดเลยที่จะช่วยปกป้องพวกรักร่วมเพศทั้งชายและหญิงจากการถูกแสดงอาการรังเกียจเดียดฉันท์จากคนอื่น   ทั้งที่ทำงานและที่พัก   และความสัมพันธ์ระหว่างพวกรักร่วมเพศ   และการอยู่ด้วยกันของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นที่ยอมรับตามกฎหมายเท่าเทียมกับความสัมพันธ์ของพวกที่มีพฤติกรรมทางเพศปกติและการมีครอบครัวของเขา   ในแง่ของสิทธิในการดูแลทรัพย์สิน   หรือสิทธิที่จะได้รับเมื่อคู่สมรสเสียชีวิต

ความสัมพันธ์ของพวกรักร่วมเพศ
พวกรักร่วมเพศนั้นให้ความสำคัญแก่ความสัมพันธ์มากเป็นพิเศษด้วยเหตุผลหลายประการ   พวกรักร่วมเพศไม่สามารถจะติดต่อมีความสัมพันธ์กันได้ง่ายเท่ากับคนที่มีพฤติกรรมทางเพศแบบปกติสามารถทำได้   พวกรักร่วมเพศไม่สามารถจะสรุปได้ว่าคนที่นั่งทำงานอยู่ข้างๆ  หรือคนที่นั่งเก้าอี้เดียวกัน นั้นจะเป็นพวกรักร่วมเพศเหมือนเขาด้วย  และสถานที่เดียวที่พวกรักร่วมเพศจะสามารถแน่ใจได้ว่าจะพบคนที่เป็นเหมือนพวกเขาเป็นส่วนมากก็คือ พวกผับ  คลับ ของพวกเกย์ เป็นต้น  ซึ่งในสถานที่ดังกล่าวนี้จริงๆแล้วก็มีทั้งแสง สี เสียง  และก็มักจะเน้นที่การแสดงต่างๆ เป็นส่วนมาก ซึ่งจะทำให้พวกเขาไม่สามารถจะสร้างความสัมพันธ์กันได้ง่ายนัก   โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์แบบที่จะยั่งยืนตลอดไปด้วยแล้วนั้นก็คงจะไม่ต้องพูดถึงกันเลย
นอกจากนี้   พวกรักร่วมเพศหลายคนก็ยังมีความรู้สึกไม่มั่นใจอยู่ลึกๆ  โดยที่ส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากการที่สังคมนั้นยังไม่ยอมรับพวกรักร่วมเพศอย่างเต็มที่   และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากความรู้สึกไม่แน่ใจและก็กลัวเกี่ยวกับตนเองซึ่งบางครั้งความรู้สึกเช่นนี้นั้นก็ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกรักร่วมเพศนั้นเปราะบางได้   และก็ทำให้พวกรักร่วมเพศรู้สึกอ่อนแอต่อความเปลี่ยนแปลงขึ้นๆ ลงๆ ในชีวิตมากเป็นพิเศษอีกด้วย
พวกรักร่วมเพศนั้นแตกต่างจากพวกที่มีพฤติกรรมทางเพศแบบปกติในแล่ที่พวกรักร่วมเพศไม่สามารถจะก้าวเข้าสู่ชีวิตสมรสหรืออาศัยสถาบันการแต่งงานเป็นเครื่องช่วยชี้นำทางในชีวิตของเขาได้   ไม่มีการให้คำสัตย์ปฏิญาณใดๆ  ที่ผูกมัดพวกรักร่วมเพศเองไว้ด้วยกัน   ไม่มีบทบาทใดๆ ที่กำหนดเอาไว้  ซึ่งจะช่วยเป็นแบบอย่างและควบคุมพฤติกรรมที่เขาจะปฏิบัติต่อกันไม่มีกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ของสังคมใดๆ  ที่ห้ามพวกรักร่วมเพศจากการแยกทางกัน   และพวกรักร่วมเพศก็ไม่สามารถที่จะมีบุตรซึ่งจะช่วยทำให้รู้สึกผูกพันกันเหมือนกับที่พวกที่มีพฤติกรรมทางเพศแบบปกติหลายคู่สามารถจะทำได้อีกด้วย
ดังนั้น  พวกรักร่วมเพสก็จึงต้องพึ่งตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้นในการที่จะพยายามรักษาความสัมพันธ์ของพวกเข้าให้ดำเนินต่อไปได้ในขณะที่ยังมีสิ่งอื่นๆ  อีกหลายสิ่งที่ช่วยเสริมให้พวกที่มีพฤติกรรมทางเพศแบบปกตินั้นอยู่ด้วยกัน

พวกรักร่วมเพศในสังคม
พฤติกรรมรักร่วมเพศ หรือ homosexual ซึ่งเป็นการประกอบกิจกรรมทางเพศกับบุคคลที่เป็นเพศเดียวกัน (ชายกับชาย - หญิงกับหญิง) นั้น มีประวัติย้อนหลังไปนานเท่าที่จำได้ รักร่วมเพศเป็นพฤติกรรมที่คู่กันมากับสังคมโดยตลอด   ในสมัยกรีกและโรมันโบราณ พฤติกรรมรักร่วมเพศถึงเป็นสิ่งปกติธรรมดา และปฏิบัติกันอย่างกว้างขวางในสังคม   สังคมอื่นที่รับเอาวัฒนธรรมนี้ไปใช้ได้แก่ พวกอินเดียแดง เผ่าโมเฮฟในทวีปอเมริกาเหนือ และพวกอาหรับ   ทว่าสังคมส่วนใหญ่จะถือว่ารักร่วมเพศเป็นเรื่องผิดปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกผู้ชายที่เป็นเกย์
 ในประเทศสหรัฐฯ แทบจะทุกรัฐจะมีกฎหมายห้ามการร่วมรักทางทวารหนัก ซึ่งทำให้พฤติกรรมทางเพศของพวกโฮโมฯชายผิดกฎหมายไปด้วย   ในประเทศอังกฤษ กฎหมายห้ามการร่วมรักทางทวารหนักถูกยกเลิกไปในปี ค.ศ.1981   ทั้งนี้เนื่องจากขัดต่อกฎหมายว่าด้วยสิทธิส่วนบุคคล   แต่อังกฤษยังมีกฎหมายแยกแยะพวกโฮโมกับพวกอื่นๆ อยู่ เช่น ผู้ชายที่อายุ 18 ถือว่าบรรลุนิติภาวะทางเพศเมื่อมีสัมพันธ์ทางเพศกับเพศตรงข้าม   แต่หากชายจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายแล้วจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 21 ปี   และในประเทศอังกฤษยังไม่มีกฎหมายที่แสดงถึงการมีอคติต่อพวกโฮโม
  เมื่อพูดถึงพฤติกรรม รักร่วมเพศ นี้ มีทฤษฎีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร หรืออะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นโฮโม (เกย์) ที่พอรับฟังได้ในขณะนี้ก็มีอยู่สองทฤษฎี   ทฤษฎีแรกคือ บุคคลที่เป็นเกย์นั้นเป็นเพราะสาเหตุของกรรมพันธุ์ และอีกทฤษฎีหนึ่งคือ เป็นเพราะความไม่สมดุลย์ทางฮอร์โมน   อย่างไรก็ตาม ทั้งสองทฤษฎีนี้ยังมีช่องว่างสำหรับความสงสัยอยู่ เนื่องจากมีทฤษฎีที่สามที่น่าเชื่อถือกว่า นั่นก็คือ "มนุษย์ทุกคนมีความสามารถที่จะมีพฤติกรรมทางเพศได้กับทั้งเพศเดียวกันและเพศตรงข้าม   ทว่าประสบการณ์บางอย่างที่ได้รับในช่วงที่ยังเป็นเด็ก หรือในขณะที่เป็นวัยรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ที่ได้รับจากครอบครัว ทำให้เขาหรือหล่อนกลายเป็นเกย์ หรือไม่เป็นเกย์

พวกรักร่วมเพศที่เป็นวัยรุ่น
เด็กที่มีจิตใจเป็นรักร่วมเพศนั้นส่วนใหญ่จะรู้สึกได้ตั้งแต่อายุยังน้อยถึงความแตกต่าง   หรือความแปลกแยกจากเด็กชายหรือเด็กหญิงอื่นๆ   และบางทีก็รู้สึกว่า คนเพศเดียวกันนั้นสามารถที่จะดึงดูดความสนใจของเขาได้เป็นพิเศษ วัยหนุ่มสาวทั้งผู้ชายและผู้หญิงส่วนใหญ่ที่พบว่าตนเองรู้สึกสับสนทางเพศ ก็ตั้งแต่วัยเด็ก คือประมาณ อายุ 5-6 ขวบ คือว่า เวลาที่อยู่ในกลุ่มเพื่อนๆ เป็นต้น   แต่ความรู้สึกเช่นนี้ก็มั่งจะถูกมองข้ามไปโดยคิดว่าเป็นเพียงช่วงวัยหนึ่งที่เด็กทุกคนจะต้องผ่านมันไปเท่านั้น  โดยเรียกว่า ช่วงรักร่วมเพศ   ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นการเรียกที่ผิดและทำให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างมากอีกด้วย   เพราะมันทำให้เด็กที่มีความรู้สึกรักร่วมเพสจริงๆ กับเด็กทั่วไปนั้นไม่แตกต่างกันเลย
คำว่า  “ ช่วงรักร่วมเพศนั้นหมายถึง การสำรวจสนใจด้านเพศตามธรรมชาติโดยคนสองคนที่เป็นเพศเดียวกันโดยที่ไม่มีความรู้สึกใดๆ  มาเกี่ยวข้อง  มันเป็นเรื่องความสนใจทางกายภาพจริงๆ  และมันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรเลยกับเด็กที่เป้นพวกรักร่วมเพสจริงๆ  ซึ่งเด็กพวกนี้ก็จะค่อยๆ  รู้สึกตัวทีละน้อย  ถึงความรู้สึกที่อยู่ลึกภายในจิตใจของพวกเขา   ความรู้สึกและต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกับใครอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเพสเดียวกับเขา
และก็เนื่องจากการขาดข่าวสารข้อมูลต่างๆ  เกี่ยวกับเรื่องรักร่วมเพศ   และความไม่แน่ใจว่าจะหันไปหาผู้ใดเพื่อเป็นที่พึ่งนั้นเอง   ที่ทำให้พวกรักร่วมเพศวัยรุ่นหนุ่มสาวจำนวนมาก   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  พวกที่อยู่ในสังคมเล็กๆ  ด้วยแล้วมักจะกลายเป็นคนประเภทเก็บตัวไป และการที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนที่มีพฤติกรรมทางเพศปกติธรรมดา   และการที่รู้สึกกระทบกระเทือนถ้าถูกเรียกว่า ตุ๊ดหรือทอม”  ในโรงเรียนหรือสถานที่ต่างๆ  ก็ทำให้คนหนุ่มสาวที่เป็นพวกรักร่วมเพสหลายๆ คนต้องอ่อนให้ต่อแรงกดดันจากเพื่อนๆ หรือบุคคลต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่น  และพวกเขาก็ดูเหมือนว่าจะไม่ทำตัวอะไรแตกต่างจากคนอื่นเลย

ความสำส่อนทางเพศของพวกรักร่วมเพศ
พวกรักร่วมเพศนั้นมักจะถูกมองว่าจะเป็นพวกที่มีความสำส่อนทางเพศมากกว่าพวกที่มีพฤติกรรมทางเพศปกติ   ซึ่งก็เป็นทัศนคติที่พบว่าเกิดจากความไม่เข้าใจหรือความมีอคติต่อวิถีชีวิตของพวกรักร่วมเพศเสียเป็นส่วนใหญ่   คนที่เป็นพวกรักร่วมเพศนั้นไม่สามารถที่จะมีอิสระเสรีภาพในการคบค้าสมาคมกันได้มากเท่ากับคนที่มีพฤติกรรมทางเพศแบบปกติ   และนอกจากนี้พฤติกรรมทางเพศของพวกรักร่วมเพศนั้นก็ไม่ได้ผูกพันอยู่กับธรรมเนียมกฎเกณฑ์ของสังคมเหมือนกับพวกที่มีพฤติกรรมทางเพศปกติ   ถึงแม้ว่าจะต้องขึ้นอยู่กับบทลงโทษตามกฎหมายซึ่งไม่ค่อยจะเหมาะสมเท่าใดนักอยู่ดี   ถ้าหากว่าพวกเขาทำอะไรแบบเปิดเผยเกินไป

พวกรักร่วมเพศและการมีบุตร
การมีบุตรนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับกันนักเท่าไรนักว่าพวกรักร่วมเพศทั้งผู้ชายและผู้หญิงนั้นก็ยากที่จะมีบุตรมากเท่าๆ กับคนที่มีพฤติกรรมทางเพศแบบปกติต้องการ   และพวกรักร่วมเพศนั้นก็สามารถที่จะเป็นผู้ปกครองที่ดีได้เท่ากับหรือบางครั้งก็มากกว่าพวกที่มีพฤติกรรมทางเพศแบบปกติอีกด้วย
การที่มีผู้หญิงที่เป็นพวกรักร่วมเพศไปพึ่งเอไอดี (AID : artificial   insemination   by   donor ) หรือ การผสมเทียมโดยได้รับเชื้อที่มีผู้บริจาค   และการที่พวกรักร่วมเพศจะมีบุตรได้นั้นก็จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย   และเรื่องที่เศร้าก็คือว่า พวกรักร่วมเพศก็ยังคงมีปัญหาอยู่อีกแม้แต่ในกรณีที่บุตรคนนั้นเป็นบุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงของเขาก่อนหน้านี้   ซึ่งบ่อยครั้งที่ศาลจะปฏิเสธการให้สิทธิในการดูแลเด็กแก่พวกรักร่วมเพศและในกรณีของพวกรักร่วมเพศที่เป็นผู้ชายด้วยแล้วนั้นก็ถึงกับไม่อนุญาตให้ไปยุ่งเกี่ยวกับเด็กเลยด้วยซ้ำ
โอกาสของพวกรักร่วมเพศที่เป็นผู้ชายในการที่จะได้เป็นผู้ดูแลบุตรนั้น  ในปัจจุบันมีอยู่น้อยมากจริงๆพวกนั้นไม่เพียงแต่จะต้องต่อสู้กับแนวโน้มของศาลที่จะโอนเอียงไปเข้าข้างคู่กรณีที่เป็นฝ่ายหญิงมากกว่าตามที่กฎหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้บัญญัติเอาไว้เท่านั้น   แต่ยังจะต้องพบกับอคติที่ศาลอาจจะมีต่อพวกผู้ชายที่เป็นรักร่วมเพศเป็นอย่างมากทีเดียว   และโดยทั่วๆ ไปแล้ว   พวกเขาจึงจำต้องพอใจกับการที่ศาลยินยอมแค่ให้พวกเขาไปเยี่ยมพบปะกับบุตรได้   ซึ่งบางครั้งก็ยังมีข้อแม้อีกด้วยว่า   ห้ามมิให้เอาคู่รักหรือเพื่อนที่เป็นพวกรักร่วมเพศนั้นไปด้วยในเวลาที่ไปเยี่ยมบุตร   และถึงแม้จะไม่มีคดีความกันเช่นนี้   แต่กฎหมายและกฎเกณฑ์ทางสังคมต่างๆ   เหล่านี้ก็ยังคงกดดันอยู่รอบตัวของพวกรักร่วมเพศและบุตรของเขาเป็นอย่างมากทีเดียว   จนกระทั่งทำให้พวกเขานั้นมักจะรู้สึกว่าจะต้องพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ปฏิบัติต่อคู่รักของพวกเขาเหมือนกับเวลาปกติกับเวลาในขณะที่กำลังอยู่ต่อหน้าบุตรของเขา
ดังนั้น   การที่ต้องเข้าไปพัวพันในคดีดังกล่าว  จึงมักจะเป็นสิ่งที่ทำให้พวกรักร่วมเพศนั้นต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เป็นประสบการณ์ที่แสลงใจและน่าเจ็บช้ำเป็นอย่างมากทีเดียว

สังคมในสมัยนี้เริ่มมีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างเช่นข่าวนี้นิสิตผู้ชายสามารถแต่งกายเป็นผู้หญิงรับปริญญาได้ ในข่าวของหนังสือพิมพ์  มติชนรายวันประจำวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555 ว่าด้วยเรื่อง " สิทธิคนข้ามเพศ "
ผลการประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หรือ ทปอ. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า ที่ประชุมหารือกรณีการอนุญาตให้นักศึกษาชายแต่งชุดครุยหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของแต่ละมหาวิทยาลัยในการดำเนินการเรื่องนี้ พบว่าที่ผ่านมาหลายแห่งอนุญาตให้นักศึกษาข้ามเพศสามารถแต่งชุดครุยหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ เช่น มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี แต่มีเงื่อนไขคือ ต้องมีการขออนุญาตจากทางมหาวิทยาลัย และต้องมีกระบวนการพิสูจน์ทางการแพทย์และต้องมีใบรับรองจากแพทย์มายืนยัน ไม่ใช่เปิดกว้างทั้งหมด
สาเหตุที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งดำเนินการเช่นนี้นั้น นายสมคิดระบุว่า เป็นเพราะสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก และมติ ทปอ.ไม่สามารถไปบังคับให้มหาวิทยาลัยทำตามได้ ที่ผ่านมาพบว่าหลายแห่งก็อนุญาตให้นักศึกษาชายแต่งชุดครุยหญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ แต่บางมหาวิทยาลัยอาจจะมีขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเอง ก็ยังไม่อนุญาต ด้วยเหตุนี้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยจึงมีความเห็นว่า กรณีดังกล่าวขอให้เป็นเรื่องที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งพิจารณาเอง เนื่องจากมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งมีประวัติ จารีตประเพณี และความพร้อมที่แตกต่างกัน ให้เป็นอิสระของแต่ละมหาวิทยาลัย
ความเห็นของที่ประชุม ทปอ.ดังกล่าว สะท้อนให้เห็นการเปิดกว้างรับการเปลี่ยนแปลง การเปิดโอกาสทางการศึกษา และการเข้าใจความแตกต่างของบุคคลตลอดจนความแตกต่างของแต่ละชุมชน วิธีคิดเช่นนี้ถือเป็นความคิดที่ถูกทาง เพราะมหาวิทยาลัยย่อมมีวัตถุประสงค์ที่จะบ่มเพาะบุคคลให้มีความรู้ และความดี แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีปูมหลังเช่นไร มีเพศอะไร มีความสมบูรณ์หรือพิการ หากบุคคลนั้นสามารถแสวงหาความรู้ได้ตามเกณฑ์ก็ย่อมมีสิทธิได้รับการศึกษา และเมื่อสำเร็จการศึกษาก็ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับปริญญา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ว่าจะมีสิทธิเช่นไร ก็ต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นและสิทธิของมหาวิทยาลัย ดังนั้น การจะอ้างสิทธิของตัวเองอย่างเดียวคงไม่ได้ ทุกประการต้องไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่น หรือสิทธิของมหาวิทยาลัยด้วย
ทั้งนี้หากทุกหน่วยงานนำเอาวิธีคิดและวิธีปฏิบัติซึ่งที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยมีข้อสรุปร่วมกันต่อบุคคลข้ามเพศไปดำเนินการปรับใช้กับองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ คือ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยส่งเสริมโอกาสให้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม รวมทั้งบุคคลที่ข้ามเพศ ด้วยความเข้าใจในความแตกต่าง ขณะเดียวกันก็ทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงการได้รับสิทธินั้นว่า เป็นการได้รับสิทธิเท่ากับผู้อื่น มิใช่การได้รับสิทธิเหนือกว่าใคร กล่าวคือ ต้องไม่ได้รับสิทธิที่ไปละเมิดสิทธิของใคร หรือละเมิดสิทธิขององค์กรหรือหน่วยงานใด หากสามารถเข้าใจหลักเช่นนี้ได้ เชื่อว่าบุคคลข้ามเพศย่อมสามารถดำรงอยู่ในประเทศนี้อย่างมีความสุข ไม่เกิดความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหมือนกับเป็นส่วนเกินของสังคมอย่างแน่นอน



































แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับพวกรักร่วมเพศ
1.              ทฤษฏีทางเพศและพัฒนาการทางเพศของมนุษย์
การศึกษาภาวะทางเพศของมนุษย์ เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมทางเพศของมนุษย์ในแต่ละสังคมนั้น เราจำเป็นต้องศึกษาทฤษฏีทางเพศ เพื่อใช้เป็นแนวในการวิเคราะห์พฤติกรรมทางเพศของคนในสังคมที่จะศึกษา และเป็นแนวทางในการส่งเสริมพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์ และลดพฤติกรรมทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ให้น้อยลง การอธิบายถึงทฤษฏีทางเพศในด้านต่างๆ ประกอบด้วย ทฤษฏีทางด้านจิตวิทยา ทฤษฏีทางด้านชีววิทยา และทฤษฏีทางด้านสังคมวิทยา นอกจากนั้นยังครอบคลุมถึง พัฒนาการทางเพศในวัยต่างๆ และบริบทที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาทางเพศในวัยต่างๆได้เหมาะสม
2.              ทฤษฎีเรื่องความหลากหลายทางเพศ
ความคิดเรื่อง ความหลากหลายทางเพศเกี่ยวข้องกับแนวคิดทฤษฎีที่ใช้ทำความเข้าใจพฤติกรรม อัตลักษณ์ และการปฏิบัติทางเพศของมนุษย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีการถกเถียงกันมายาวนานในประวัติศาสตร์   เท่าที่ผ่านมาความคิดเรื่อง ความหลากหลายทางเพศเป็นความคิดที่ต้องการเปิดพื้นที่ให้กับการแสดงตัวตนหรืออัตลักษณ์ทางเพศของมนุษย์ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามบรรทัดฐานและกฎเกณฑ์ของสังคม  เช่น การแสดงอัตลักษณ์ของคนรักเพศเดียวกันและคนข้ามเพศ      ทั้งนี้  การแสดงอัตลักษณ์ทางเพศในแบบที่ต่างไปจาก ผู้ชายและ ผู้หญิงเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในหลายวัฒนธรรม นักมานุษยวิทยาได้ศึกษาเรื่องราวของกลุ่มคนที่แสดงอัตลักษณ์แบบคนข้ามเพศ หรือ Transgender ที่ผู้ชาย(ตามเพศสรีระ)จะแสดงบทบาทเป็นผู้หญิง เช่น  การศึกษาของวิลรอสโค (1991) เรื่องอัตลักษณ์แบบ Berdacheในกลุ่มชนพื้นเมืองในอเมริกา และ การศึกษาของเซเรน่า นันดา (1998) เรื่องอัตลักษณ์แบบ Hijraในอินเดีย  เป็นต้น   การแสดงอัตลักษณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามนุษย์มีความหลากหลายในการแสดงออกทาง
เพศ ซึ่งสืบเนื่องมาจากวิธีคิดและความเชื่อทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน
ดังนั้น การทำความเข้าใจ ความหลากหลายทางเพศจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ เพราะ จะช่วยทำให้เข้าใจถึงค่านิยม ความเชื่อ โลกทัศน์ และขนบธรรมเนียมประเพณีที่หล่อหลอมให้มนุษย์แสดงอัตลักษณ์ทางเพศ  อย่างไรก็ตาม   “ความหลากหลายทางเพศ”  ยังเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงในเชิงแนวคิดทฤษฎีจากสกุลความคิดต่างๆในสังคมตะวันตก ซึ่งแบ่งออกเป็นสองขั้วใหญ่ๆสองขั้ว ระหว่างขั้วที่เชื่อในระบบสองเพศ หรือความเป็นเพศตามธรรมชาติที่มีเพียงเพศชายและเพศหญิงเท่านั้น และจะปฏิเสธหรือตำหนิการแสดงอัตลักษณ์/พฤติกรรมทางเพศที่ไม่ตรงกับเพศตามธรรมชาติ   กับขั้วที่เชื่อว่ามนุษย์สามารถแสดงพฤติกรรม อารมณ์ความรู้สึกและอัตลักษณ์ทางเพศได้หลากหลายโดยไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับเพศตามธรรมชาติหรือเพศสรีระแต่อย่างใด      บทความเรื่องนี้จึงเป็นความพยายามที่สนับสนุนให้ทุกคนมองเรื่อง เพศ” (การแสดงพฤติกรรม อารมณ์ และอัตลักษณ์) แบบเปิดใจกว้าง โดยทำความเข้าใจจากแนวคิดทฤษฎีต่างๆเพื่อที่จะทำให้เห็นว่า ความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่อง ปกติที่ทำให้มนุษย์สามารถแสดงอารมณ์ความปรารถนาต่างๆได้ตามที่เขาคิดว่ามีคุณค่าสำหรับการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม

บทสรุป
โดยสรุปจะเห็นได้ว่าเมื่อใดที่พวกรักร่วมเพศมีสิทธิเสมอภาคกับพวกที่มีพฤติกรรมทางเพศแบบปกติในแง่ของกฎหมาย เมื่อใดที่ความรักของพวกรักร่วมเพศที่มีต่อกันและกันมีค่าเท่าเทียมกับความรักระหว่างผู้ชายและผู้หญิงแล้วละก็ บางทีพวกเขาก็อาจจะไม่ต้องการสถานที่ต่างๆ ที่พวกรักร่วมเพสร่วมตัวกัน ดังที่กล่าวก็ได้ แต่สำหรับในขณะนี้ พวกรักร่วมเพสก็ยังคงต้องการมันอยู่   ด้วยเหตุที่ว่ายังมีความไม่เท่าเทียมกันอยู่อีกมากเหลือเกินระหว่างพวกรักร่วมเพศ   และพวกที่มีพฤติกรรมทางเพศแบบปกติในสังคม

บรรณานุกรม
วลัยลักษณ์  เทศรัตนวงศ์. ความผิดปกติทางเพศ ทอมเลดี้และเกย์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แม่น้ำ,2532.
โชคชัย ปรีชาหาญ . วิถีชีวิตของชายร่วมเพศ .วิทยานิพนธ์ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต.มหาลัยนเรศวร, 2540.





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น