วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ภัยแล้ง : ภัยพิบัติธรรมชาติ (นางสาว วรัญญา สร้อยใยงาม 53242445)


รายงานวิชา 830329 ปัญหาสังคมและประเด็นสำคัญด้านการพัฒนา
บทความทางวิชาการ เรื่อง ภัยแล้ง : ภัยพิบัติธรรมชาติ
                                                                                              
                                                                                                   นางสาว วรัญญา  สร้อยใยงาม  53242445
                                                                                             คณะสังคมศาสตร์ สาขาพัฒนาสังคม ชั้นปีที่ 3
 
 
แห้งแล้งจนผืนดินแตกระแหงไม่สามารถปลูกพืชได้ ทำให้เกิดความขาดแคลนน้ำและพืชพันธุ์ธัญญาหาร
 
                “ภัยแล้ง” เป็นภัยธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่เกิดจากความแห้งแล้งของลมฟ้าอากาศ เนื่องจากมีฝนตกน้อยกว่าปกติ หรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเป็นระยะเวลานานกว่าปกติ และครอบคลุมพื้นที่บริเวณกว้าง ส่งผลกระทบทำให้ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ใช้ในด้านอุตสาหกรรม และด้านการเกษตรที่ต้องพึ่งพาธรรมชาติ เป็นต้น ซึ่งภัยแล้งที่พบในประเทศไทยส่วนใหญ่มีผลกระทบต่อภาคการเกษตรกรรม ความแห้งแล้งเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางของประเทศไทย บริเวณจังหวัดได้แก่ บริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด  เพราะ เป็นบริเวณที่อิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปไม่ถึง ฝนจึงไม่ตก หรือตกน้อยกว่าปกติ ทำให้เกิดความอดอยากแร้นแค้น ถ้าหากปีใดที่ไม่มีพายุเคลื่อนผ่านเข้ามาเลยก็จะก่อให้เกิดความแห้งแร้งรุนแรงมากขึ้น โดยภัยแล้งที่เกิดขึ้นทุกปีจะอยู่ระหว่างเดือนมิถุนายนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม ในช่วงดังกล่าวพืชผลทางการเกษตรที่เพาะปลูกจะขาดน้ำได้รับความเสียหาย มนุษย์-สัตว์ขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ นอกจากพื้นที่ดังกล่าวแล้ว ยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่มักจะประสบปัญหาภัยแล้งอีกดังตารางที่ 1
 
ตารางที่ 1 แสดงประสบปัญหาภัยแล้งของแต่ละภาค
ภาค/เดือน
เหนือ
ตะวันออกเฉียงเหนือ
กลาง
ตะวันตก
ใต้
ฝั่งตะวันออก
ฝั่งตะวันตก
ม.ค.
 
 
 
 
 
ฝนแล้ง
ก.พ.
 
ฝนแล้ง
ฝนแล้ง
 
 
ฝนแล้ง
มี.ค.
ฝนแล้ง
ฝนแล้ง
ฝนแล้ง
ฝนแล้ง
ฝนแล้ง
ฝนแล้ง
เม.ย.
ฝนแล้ง
ฝนแล้ง
ฝนแล้ง
ฝนแล้ง
 
ฝนแล้ง
พ.ค.
 
 
 
 
 
ฝนแล้ง
มิ.ย.
ฝนทิ้งช่วง
ฝนทิ้งช่วง
ฝนทิ้งช่วง
ฝนทิ้งช่วง
 
 
ก.ค.
ฝนทิ้งช่วง
ฝนทิ้งช่วง
ฝนทิ้งช่วง
ฝนทิ้งช่วง
 
 
               
ภาวะความแห้งแล้ง เกิดจากหลายๆ ปัจจัยที่สำคัญได้แก่ ปริมาณน้ำฝน จำนวนวันที่ฝนตก สภาวะฝนทิ้งช่วงในฤดูฝน ปริมาณน้ำท่าลดน้อย และการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อม หรืออาจกล่าวได้ว่า สภาวะฝนแล้วก็คือ การที่มีปริมาณน้ำฝนที่ได้รับไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงนับได้ว่า ฝนเป็นตัวประกอบสำคัญ และมีอิทธิพลต่อความแห้งแล้งชัดเจนกว่าข้อมูลอุตุนิยมวิทยาอื่นๆ เช่น อุณหภูมิ ความชื้น หรือการระเหยของน้ำ เป็นต้น โดยที่ความแห้งแล้งมีลักษณะการเกิด 3 แบบ คือ
                1. ความแห้งแล้งเชิงอุตุนิยมวิทยา เกิดเนื่องจากการมีฝนตกน้อยกว่าปกติ หรือมีจำนวนวันที่ฝนตกน้อยกว่าปกติ เป็นบริเวณกว้างและเป็นระยะเวลานานต่อเนื่องกัน
2. ความแห้งแล้งเชิงอุทกวิทยา เกิดเนื่องจากปริมาณน้ำท่า (ในแม่น้ำลำคลอง หนอง บึง และอ่างเก็บน้ำต่างๆ) มีน้อยกว่าระดับปกติ หรือระดับน้ำใต้ดินลดลง
3. ความแห้งแล้งเชิงเกษตรกรรม มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับความแห้งแล้งเชิงอุตุนิยมวิทยาและความแห้งแล้งเชิงอุทกวิทยา เป็นสภาวะที่พื้นขาดน้ำซึ่งเกิดเนื่องจากปริมาณฝนรวมและการกระจายตัวของฝนน้อยผิดปกติ การระเหยของน้ำ และความชื้นในดินมีน้อย ทำให้ระดับน้ำใต้ดินและแหล่งน้ำผิวดินลดลง จึงทำให้ผลผลิตการเกษตร (พืชพันธุ์และสัตว์เลี้ยง) ลดน้อยลง
ฝนแล้ง เป็นภัยธรรมชาติซึ่งเกิดจากฝนไม่ตกตามฤดูกาล ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำซึ่งมีผลกระทบ และก่อให้เกิดความเสียหายมากมายมากมายต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะภาคการเกษตรของประเทศไทยที่มีประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก ซึ่งภาคการเกษตรจะต้องพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ จึงทำให้ความเสียหายจากภัยแล้งส่งผลกระทบต่อเกษตรกร เช่น ข่าววันที่ 5 พ.ย. 2555 ภัยแล้งคุกคามหนักหลายพื้นที่ของภาคอีสาน ภัยแล้งหลายจังหวัดในภาคอีสานเริ่มส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำประปา และพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิ โดยเฉพาะที่จังหวัดมหาสารคาม และยโสธรทำให้ผลผลิตข้าวทั้งจังหวัดลดลง เป็นต้น
จากข่าวดังกล่าว นอกจากประชากรใช้น้ำในการอุปโภค บริโภคแล้ว เกษตรกรยังขาดน้ำที่จะนำมาเลี้ยงต้นข้าว และข้าวที่ออกรวงเมล็ดเริ่มลีบแบน จึงส่งผลให้ผลผลิตลดลงเกือบครึ่ง จึงทำให้เกษตรกรต้องรับภาระหนักเนื่องจากการปลูกข้าวไม่ได้กำไร เกิดหนี้สินมากมาย ทำให้รัฐบาลต้องมาช่วยแก้ปัญหาของภัยแล้งที่ลงผลกระทบต่อเกษตรกร และประชาชนภายในประเทศ ทั้งนี้ต้องใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาจำนวนมากเลยทีเดียว
สถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรทั้งหมด เนื่องจากพื้นดินขาดความชุ่มชื่น พืชขาดน้ำ พืชชะงักการเจริญเติบโต ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพต่ำ และปริมาณก็ลดลงด้วย รวมทั้งยังมีผลกระทบต่องบประมาณที่ต้องสูญเสียไปกับการแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขนส่ง อาหาร น้ำดื่ม น้ำใช้ไปยังพื้นที่ประสบภัย การก่อสร้าง และการจัดหาแหล่งน้ำในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น และใช้สอยในอนาคต และอื่นๆ
จากการสูญเสียดังกล่าว เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เกิดขึ้นกับภาคเกษตรกรรม ซึ่งในอนาคตภัยแล้งจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีและขยายไปทั่วประเทศ เพื่อรัฐบาลยืนมือเข้ามาช่วยจึงจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการกระทำของมนุษย์ และอีกส่วนหนึ่งมาจากธรรมชาติ
เนื่องจากประชากรของประเทศไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ประชากรก็มีความต้องการอาหารมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นอีก เพื่อที่จะผลิตอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากร ซึ่งความต้องการเหล่านี้ต้องอาศัยปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ ดิน น้ำ อากาศ และพืชพรรณธัญญาหาร โดยความต้องการของประชากรในปัจจุบันมีมากกว่าความสามารถที่ปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวจะรองรับได้ ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาต่อธรรมชาติ เช่น การบุกรุกทำลายพื้นที่ป่า ปัญหาสภาพดินเสื่อมและเลวร้ายลงจนพืชต่างๆ เจริญเติบโตได้ยากหรือไม่เจริญเติบโตเลย ปัญหาการกัดเซาะของดินทำให้แหล่งเก็บกักน้ำตื้นเขิด เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีส่วนทำให้สถานการณ์การขาดแคลนน้ำเพิ่มความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
และอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดภัยแล้ง คือ ธรรมชาติ เป็นภาวะฝนตกน้อย หรือไม่ตกตามฤดูกาล แต่ธรรมชาติก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทำให้เกิดภัยแล้ง แต่ผลกระทบที่สำคัญที่ทำให้เกิดภัยแล้ง เป็นพฤติกรรมหรือการประพฤติปฏิบัติของมนุษย์ที่มีแต่จะแสวงหาผลประโยชน์จากธรรมชาติให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่สนใจว่าจะมีความเสี่ยงต่อทรัพยากรธรรมชาติมากน้อยเพียงใด และยังไม่มีการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอีก ซึ่งภัยแล้งจากเดิมมนุษย์สามารถเอาชนะภัยแล้งได้ แต่ปัจจุบันภัยแล้งทวีความรุนแรงขึ้นจนมนุษย์ไม่สามารถเอาชนะได้
ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่าภัยแล้งเป็นภัยพิบัติธรรมชาติที่สำคัญอย่างหนึ่ง โดยภัยแล้งก่อให้เกิดผลเสียได้มากเท่ากับ หรือมากกว่าภัยธรรมชาติชนิดอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งชีวิต และทรัพย์สิน และยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศชาติอีกด้วย
 
เกณฑ์และระดับการเตือนภัยแล้ง
1.แห้งแล้ง หมายถึง ปริมาณฝนรวมรายเดือนต่ำกว่าปกติ 40.1-80.0 %
2.แห้งแล้งมาก หมายถึง ปริมาณฝนรวมรายเดือนต่ำกว่าปกติ 80.1-90.0 %
3.แห้งแล้งมากที่สุด หมายถึง ปริมาณฝนรวมรายเดือนต่ำกว่าปกติ เกินกว่า 90.0 %
 
ช่วงเวลาที่เกิดสภาวะฝนแล้งในประเทศไทย
1.ในช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องถึงฤดูร้อน โดยจะเริ่มตั้งแต่ประมาณกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป จนสิ้นสุดฤดูร้อนประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ช่วงเวลาดังกล่าวบริเวณตอนบนของประเทศไทยจะมีปริมาณฝนลดลงเป็นลำดับ และมีฝนน้อย จึงทำให้เกิดความแห้งแล้งขึ้นเป็นประจำทุกปี ปริมาณฝนที่ตกในช่วงเวลานี้น้อยมากเมื่อเทียบกับฝนที่ตกในฤดูฝนแล้ว
2.ในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่ประมาณปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ช่วงเวลาดังกล่าวบริเวณตอนบนของประเทศไทย จะมีฝนทิ้งช่วงเกิดขึ้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ ปริมาณฝนในช่วงนี้จะลดลง และมีผลกระทบต่อเกษตรกรมาก เพราะช่วงนี้เป็นฤดูกาลเพาะปลูกทั่วๆ ไปรวมทั้งนาปี ซึ่งถ้าหากฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานในขณะที่พืชกำลังเติบโต พืชจะขาดน้ำเหี่ยวเฉา และแห้งตายในสุด หากปีใดฝนช่วงไม่นานก็เกิดภาวะแห้งแล้งไม่รุนแรง แต่ถ้าหากปีใดฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานานก็จะเกิดความแห้งแล้งรุนแรงตามไปด้วย สถิติความเสียหายจากสภาวะภัยแล้งในประเทศไทย ดังแสดงในตารางที่ 2
 
ตารางที่ 2 แสดงความเสียหายจากสภาวะภัยแล้งในประเทศไทย
พ.ศ.
พื้นที่ประสบภัยแล้ง (จังหวัด)
ราษฎร์เดือดร้อน (ครัวเรือน)
พื้นที่เกษตร
(ไร่)
มูลค่าความเสียหาย (บาท)
2544
51
7,334,816
1,712,691
71,962,973
2545
68
2,939,139
2,071,560
508,781,944
2546
63
1,399,936
484,189
174,329,410
2547
64
1,970,516
1,480,209
190,668,884
2548
71
2,768,919
13,736,660
7,565,861,139
2549
61
2,960,824
578,753
495,275,738
2550
66
4,378,225
1,350,118
198,304,732
2551
61
3,531,570
524,999
103,900,841
2552
62
4,500,861
594,434
108,346,716
2553
64
4,077,411
1,716,853
1,415,223,466
ที่มา : ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย   กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
 
สาเหตุของภัยแล้ง
1.สาเหตุภัยแล้งจากธรรมชาติ เป็นภัยแล้งที่ยากต่อการควบคุมได้ โดยเกิดจากการลุกลาม หรือบุกรุกพื้นที่ป่าของมนุษย์ จนไปทำลายความสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติ หรือทำลายระบบ ทำให้เกิดความแห้งแล้งเนื่องจากปัจจัยดังนี้
                                1.1 ลม และอุณหภูมิหรืออากาศ เกิดอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้สภาวะอากาศร้อนมากกว่าปกติ สาเหตุหนึ่งมาจาก ภาวะเรือนกระจก ที่เกิดจากผลของการกระทำของมนุษย์ที่ทำให้เกิดขึ้น ส่งผลกระทบให้มีฤดูร้อนยาวนานขึ้น และฤดูหนาวก็สั้นลง โดยเฉลี่ยภาวะเรือนกระจกทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมาก จึงกระทบต่อแหล่งน้ำจืด ทำให้ปริมาณน้ำฝน และหิมะลดลง ตามมาด้วยความแห้งแล้งในที่สุด
                                1.2 การขาดแคลนน้ำฝน ฝนที่ตกในประเทศไทยทั่วไป และบริเวณเขตแห้งแล้งมีฝนตก เพราะ ลมมรสุมและลมพายุ แต่สาเหตุการขาดแคลนน้ำอาจเกิดจากพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยน้อยกว่าปกติ ตำแหน่งของลมมรสุมทำให้ฝนตกในพื้นที่ไม่ต่อเนื่อง หรือลมมรสุมเริ่มต้นช้า และลมมรสุมก็สิ้นสุดเร็วกว่าปกติ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทิศทางของลมมรสุม หรือมีความเร็วของลมมรสุมมีความเร็วต่ำที่จะเคลื่อนตัวเข้ามาในประเทศไทย
                                1.3 ความชื้นในบรรยากาศลดลง เนื่องจากบางพื้นที่เปลี่ยนแปลงความชื้นโดยมีลมแรง หรือลมร้อนมาหอบเอาความชื้นไป และการระเหยของความชื้นในอากาศด้วย จึงทำให้เกิดภัยแล้งขึ้น ถ้าฝนจะตกได้นั้นจะต้องมีความชื้นพอเหมาะ
                                1.4 กิจกรรมของดิน ดินที่มีกิจกกรมของสิ่งมีชีวิต ทั้งรากพืช และสิ่งมีชีวิตหรือสัตว์ในดินที่ทำให้ดินเอื้อต่อการเก็บกักน้ำไว้ในดินได้มาก แต่ปัญหาภัยแล้งเป็นสาเหตุทำให้กิจกรรมของดินเปลี่ยนแปลงไป เช่น ต้นไม้ก็ไม่สามารถเก็บกักน้ำไว้เลี้ยงลำต้นได้ ส่วนดินนั้นก็แห้งแล้งตามไปด้วย เป็นต้น
2.สาเหตุภัยแล้งจากมนุษย์ มาจากกิจกรรมที่มนุษย์ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด แต่ทรัพยากรธรรมชาตินั้นมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดภัยแล้ง
                                2.1 การทำการเกษตร ไม่ว่าจะปลูกพืช หรือเลี้ยงสัตว์ทำให้เกิดความแห้งแล้งได้ทั้งนั้น เช่น การใช้สารเคมีของเกษตรกรในการปราบศัตรูพืช โดยทำให้หน้าดินตายไม่สามารถเก็บกักน้ำได้ การเผ่าตอซังข้าว ซึ่งกิจกรรมนี้จะเกิดขึ้นหลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้แล้ว ก็จะเผ่าต่อซังข้าว เพื่อที่จะทำนาในรอบต่อไป การที่เกษตรกรทำนาติดต่อกันปีละหลายๆ ครั้ง โดยไม่ได้พักหน้าดินเลยจะทำให้ดินเสื่อมสภาพลง เป็นต้นอาจกล่าวได้ว่าการทำลายหน้าดินของเกษตรกรจะทำให้ดินดูดซับน้ำฝนที่ตกมาได้น้อยลง จึงลงผลให้เกิดภัยแล้งตามมา ส่วนการเลี้ยงสัตว์ การที่สัตว์เหยียบย่ำหน้าดิน ทำให้หน้าดินเสียก็เป็นสาเหตุภัยแล้งได้เหมือนกัน
                                2.2 การก่อสร้าง เช่น ถนน อาคาร บ้าน เป็นต้น รวมทั้งการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้วย และการทำเหมืองแร่ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกสบายของมนุษย์ แต่ผลกระทบมาตกอยู่กับทรัพยากรธรรมชาติทำให้หน้าดินพังทลาย แหล่งเก็บกักน้ำตื่นเขิด จึงทำให้เกิดภาวการณ์ขาดแคลนน้ำได้
                                2.3 โรงงานอุตสาหกรรม เป็นส่วนหนึ่งที่ปล่อยมลพิษต่างๆ ออกมา ทำให้อากาศเป็นพิษ แล้วถ้าปริมาณมลพิษที่ปล่อยออกมามากเกินกว่าที่ธรรมชาติจะรองรับได้ จะเกิดภาวะเรือนกระจก ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากสิ่งนี้อยู่
                                2.4 การทำลายป่า จากกิจกรรมของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการทำการเกษตร ทำถนน ทำเหมือง โรงงานอุตสาหกรรม และอื่นๆ เป็นต้น จากการทำกิจกรรมต่างๆนี้ เป็นต้นเหตุให้ทรัพยากรธรรมชาติเสียความสมดุล หรือระบบได้ ซึ่งการทำลายป่าจะส่งผลกระทบต่อหน้าดินทำให้แห้งแล้งไม่มีต้นไม่ปกคลุม ส่งผลให้ดินไม่สามารถเก็บกักน้ำได้มากเท่าที่ควร จนกระทั้งเกิดภาวะแห้งแล้งในที่สุด
 
ผลกระทบจากภัยแล้ง
ปัญหาภัยแล้งในประเทศไทย ส่งผลกระทบโดยตรงต่อมนุษย์ ซึ่งถ้าลองคิดพิจารณาปัญหานี้ดูแล้วก็จะทราบว่าปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากมนุษย์นี้แหละ และตอนนี้ทรัพยากรธรรมชาติก็กำลังโทษมนุษย์อยู่
นั้นเอง ซึ่งภัยแล้งสร้างความเสียหาย และผลกระทบในด้านต่างๆ ดังนี้
1.ด้านสิ่งแวดล้อม การเกิดภัยแล้งอย่างต่อเนื่องส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ทำให้แหล่งน้ำธรรมชาติตื้นเขิด ดินไม่สามารถเก็บกักน้ำอยู่ได้ จึงทำให้ระดับน้ำใต้ดินเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่ที่เคยอุดมสมบรูณ์เกิดความแห้งแล้ง เกิดการกัดเซาะหน้าดิน และทิ้งเป็นพื้นที่ร้างไร้ประโยชน์ในที่สุด ทั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตอีก ทั้งมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภค และยังทำให้ผลผลิตต่างๆ ที่เป็นอาหารไม่เพียงพอต่อจำนวนประชากร จึงทำให้ขาดแคลน และจะส่งผลให้ราคาสินค้าต่างๆมีราคาสูงขึ้นอีกด้วย
2.ด้านเศรษฐกิจ ทำให้รายได้รวมของประเทศลดลง และสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขปัญหา รวมทั้งผลผลิตด้านการเกษตร และอุตสาหกรรมก็จะลดลง จนกระทั้งกระทบต่อเศรษฐกิจรวมของประเทศ เช่น ข้าวผลผลิตทางการเกษตรที่มีปริมาณลดลง และคุณภาพต่ำทำให้ราคาผลผลิตถูกลง แล้วได้คุณค่าทางโภชนาการไม่ครบ จึงต้องนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ทำให้ข้าวมีราคาแพงขึ้นจากเดิมมาก อาจเกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร ปัญหาความยากจน ราคาที่ดินถูกลงเนื่องจากอยู่บริเวณพื้นที่ประสบภัยแล้งทุกปี การว่างงาน และอื่นๆ เป็นต้น
3.ด้านสังคม เกิดการย้ายถิ่นทำให้ครอบครัวอยู่กันไม่พร้อมหน้า วัยแรงงานจะเป็นวัยที่ย้ายถิ่นมากโดยจะย้ายถิ่นไปทำงานในเมืองใหญ่ส่งผลให้สุขภาพ ทั้งทางกาย จิตใจ และสังคม ทั้งผู้ย้ายถิ่น(วัยแรงงาน) และสมาชิกในครอบครัวในถิ่นต้นทางที่ย้ายมาด้วย, เกิดผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย เนื่องจากการกินอาหารไม่ค่อยถูกสุขลักษณะอนามัย และไม่ครบ 5 หมู่, การจัดการคุณภาพชีวิตลดลง และเกิดปัญหาความขัดแย้งในการใช้น้ำ
 
แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง
แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี จะช่วยลดความเสียหายและผลกระทบที่เกิดในด้านต่างๆได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งแนวทางการป้องกันและแก้ไขพื้นที่ประสบภัยแล้งสามารถทำได้ดังนี้
1.ติดตามสภาวะอากาศ และฟังคำเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา
2.เฝ้าระวังพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากเป็นประจำทุกปีให้เป็นพิเศษ
3.รายงานสรุปพื้นที่ที่คาดว่าจะประสบภัยแล้ง หรือได้รับความเสียหาย เพื่อประเมินความเสียหายและให้การช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น แจกน้ำให้ประชาชน ขุดเจาะน้ำบาดาล สร้างศูนย์จ่ายน้ำ เป็นต้น
4.ทำฝนเทียม เป็นวิธีแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ
5.มีการวางแผนการใช้น้ำที่ดี ในฤดูฝนตก ควรเตรียมภาชนะ(โอ่งน้ำ) หรืออื่นๆที่สามารเก็บน้ำไว้ใช้ให้เพียงพอสำหรับส่วนตัว ส่วนการเก็บน้ำของส่วนร่วมนั้น ควรหาอ่างเก็บน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ที่มีขนาดใหญ่มากพอสำหรับจำนวนคนส่วนร่วม ทั้งนี้เพื่อเก็บน้ำเอาไว้ใช้ยามขาดแคลนหรือเกิดภัยแล้งขึ้นนั้นเอง
6.การนำน้ำมาใช้หมุนเวียน เป็นวิธีการนำน้ำที่ใช้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำที่ซักผ้า ล้างจาน น้ำจากการเปลี่ยนน้ำอ่างปลา และอื่นๆ ก็สามารถนำน้ำเหล่านี้ไปรดน้ำต้นไม้ได้อีกรอบหนึ่งด้วยเช่นกัน ทั้งนี้น้ำที่ใช้รดน้ำต้นไม้ต้องไม่ทำให้ต้นไม้ตาย
7.การสำรวจแหล่งน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ และการขุดเจาะน้ำใต้ดิน หรือน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง โดยใช้ในการอุปโภคบริโภคแล้ว ยังสามารถนำน้ำไปใช้ในการทำการเกษตรและอุตสาหกรรมได้ด้วย
8.อนุรักษ์ป่าและปลูกต้นไม้ โดยไม่ตัดไม่ทำลายป่า ปลูกต้นไม่ทดแทนในส่วนที่บุกรุกพื้นที่ป่าเข้าไป โดยเฉพาะป่าต้นน้ำลำธาร ทั้งการปลูกพื้นยืนต้นให้ร่มเงา ร่มรื่น และปลูกพืชคุมดินเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่หน้าดินและดิน
9.จัดระบบการปลูกพืชที่เหมาะสม เช่น ให้เกษตรการปลูกพืชให้ถูกต้องตามฤดูกาล หรือใช้พืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย ปลูกพืชที่ทนต่ออากาศแล้งได้ดี และเหมาะสมกับพื้นที่ เป็นต้น
10.เพิ่มอินทรียวัตถุในดินเพื่อเพิ่มช่องว่างให้ดินเก็บกักน้ำไว้ได้ และเพิ่มความอุดมสมบรูณ์ของดินโดยใช้สารเร่ง พด. ต่างๆ ซึ่งสารเร่ง พ.ด.มี 10 ประเภท โดยประเภทที่แนะนำให้ใช้คือ
                                10.1 สารเร่ง พด.4 คือ สารปรับปรุงบำรุงดินที่ได้จาการผสมวัสดุธรรมชาติเช่น ยิปซั่ม หินฟอสเฟต ปูนมาร์ล เปลือกกุ้ง เปลือกปู เป็นต้น นำมาใช้เพื่อปรับปรุงสมบัติของดินให้มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช และเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บกักธาตุอาหารพืช หรือยึดอายุของปุ๋ยและใช้ไนตีนได้นานยิ่งขึ้น
                                10.2 สารเร่ง พด.8 สำหรับผลิตเชื้อจุลินทรีย์ และสารฟอสฟอรัสในดินที่ทำการเกษตรเป็นเวลานาน ขาดการปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุทำให้ดินเป็นกรด และเกิดปัญหาในการใช้ฟอสฟอรัส กับพืช
                                10.3 สารเร่ง พด.9 สำหรับผลิตเชื้อจุลินทรีย์เพิ่มความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินเปรี้ยวน้อย ซึ่งเป็นดินกรดกำมะถันที่มีความรุนแรงของกรดน้อย (pH5)
                                10.4 สารเร่ง พด.10 เป็นสารสำหรับใช้ปรับปรุงดินทรายและดินเสื่อมโทรม ให้มีคุณสมบัติทั้งทางกายภาพและทางเคมีให้ดีขึ้น เหมาะสำหรับการปลูกพืช สาร พด.10 ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ดีขึ้น โดยไปเพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนธาตุประจุบวกของดิน ทำให้ดินดูดยึดธาตุอาหารไว้ให้พืชได้นำไปใช้ได้มากขึ้น
 
ภัยซ้ำซ้อนที่เกิดจากภัยแล้ง
1. ช่วงที่มีอากาศร้อนจัดติดต่อกันหลายๆ วัน จะมีลักษณะอากาศแปรปรวนเพราะการสะสวมความร้อนในบริเวณหนึ่งไว้มากทำให้มวลอากาศลอยตัวขึ้น และมีมวลอากาศข้างเคียงแทนที่อย่างรวดเร็วในบริเวณแคบๆ ทำให้เกิดพายุฤดูร้อนมีลมกระโชกแรงในตอนบ่ายถึงเย็น พบบ่อยมากบริเวณประเทศไทยตอนบนในฤดูร้อน บางครั้งกำลังลมทำให้อาคารบ้านเรือน ทรัพย์สิน พืชผลการเกษตรเสียหาย อาจมีลูกเห็บตก และลมงวง (Tornado) เกิดขึ้นด้วย
2.เกิดไฟป่าซึ่งอาจเกิดจากธรรมชาติ เช่น ต้นไผ่เสียดสีกัน หรือฟ้าผ่าทุ่งหญ้าแต่ส่วนมากเกิดจากคนจุดเผาฟางข้าว เผาหญ้าแล้วเกิดลุกลามกว้างขวางขึ้น สิ่งที่เห็นชัดเจนในปัจจุบัน คือ นอกจากไฟลุกลามไหม้อาคารบ้านเรือน ไร่นาเสียหายแล้ว ควันไฟข้างทางหลวงจะบดบังทัศนวิสัยการจราจร ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการจราจรรายใหญ่ๆ ทุกปี
 
แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับภัยแล้ง
1.ทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary Theory)
                เป็นแนวความคิดที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีวิวัฒนาการทางชีววิทยาของชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ซึ่งกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมเป็นกระบวนการที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นตอนตามลำดับ จากขั้นหนึ่งไปสู่อีกขั้นหนึ่ง ในลักษณะที่มีการพัฒนาและก้าวหน้ากว่าขั้นที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมที่มีรูปแบบ เรียบง่ายไปสู่รูปแบบที่สลับซับซ้อนมากขึ้น และมีความเจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ จนเกิดเป็นสังคม ที่มีความสมบูรณ์
                Auguste Comte (ค.ศ. 1798 – 1857) เสนอว่า สังคมมนุษย์มีพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ (Knowledge) ผ่าน 3 ขั้นตอนตามลำดับ คือ จากขั้นเทววิทยา (Theological stage) ไปสู่ขั้นอภิปรัชญา (Metaphysical stage) และไปสู่ขั้นวิทยาศาสตร์ (Positivistic stage)
                Lewis Henry Morgan (ค.ศ. 1818 – 1881) เสนอว่า สังคมจะมีขั้นของการพัฒนา 3 ขั้นคือ จากสังคมคนป่า (Savage) ไปสู่สังคมอนาอารยชน (Barbarian) และไปสู่สังคมอารยธรรม (Civilized)
                Herbert Spencer (ค.ศ. 1820 – 1903) เสนอว่า วิวัฒนากรของสังคมมนุษย์เป็นแบบสายเดียว (Uni-linear) ที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลมีจุดกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกันด้วยและมารวมกันด้วยกระบวนการสังเคราะห์ (Synthesis) ทำให้เกิดพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น การพัฒนาของสังคมจะมีวิวัฒนาการเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ กล่าวคือ มนุษย์ที่มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดีจะมีชีวิตอยู่รอดตลอดไป และนำไปสู่การพัฒนาที่ดีขึ้นต่อไป
                Ferdinand Tonnies (ค.ศ. 1855 – 1936) เสนอว่า สังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงจากสังคมแบบ Gemeinschaft (Community) ไปสู่สังคมแบบ Gesellschaft (Society, Groups)
                Robert Redfield (ค.ศ. 1857 – 1958) เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงของสังคมจะเริ่มจากสภาพของสังคมชาวบ้าน (Folk) เปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมแบบเมือง (Urban)
                จากแนวคิดทฤษฎีวิวัฒนาการ (Evolutionary Theory) กล่าวไว้ข้างต้นว่า วิวัฒนาการของสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามลำดับขั้นตอน เช่น เปลี่ยนจากสังคมชนบทไปสู่สังคมเมืองมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว 1.การสร้างอาคาร ถนน ตึก ไฟฟ้า น้ำประปา ซึ่งพื้นที่นำมาใช้ในการสร้างสังคมต่างๆ เหล่านี้มาจากการตัดไม้ทำลายป่าทั้งสิน ในระยะเริ่มแรกยังไม่เกิดปัญหาที่ทำให้มนุษย์ได้รับความเดือดร้อนเท่าไรหนัก แต่เมื่อขยายให้เป็นเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องตัดไม้ทำลายป่ามากขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ก็จะเริ่มประสบปัญหาจากการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ให้ได้มากที่สุด ซึ่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัดโดยไม่คำนึงผลที่เกิดขึ้นในอนาคตก็ย่อยเกิดปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย 2.เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรม ทำให้ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนเพิ่มขั้น เพื่อผลิตให้ทันต่อความต้องการ  โรงงานอุตสาหกรรมก็เพิ่มขึ้น ซึ่งก็ปล่อยมลพิษออกมามากขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้มลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้น เกิดภาวะเรือนกระจกที่ทำให้อากาศร้อนขึ้น ความแห้งแล้งก็ตามมา เป็นต้น
 
2.ทฤษฎีความทันสมัย (Modernization Theory)
                ระหว่าง ค.ศ. 1950 ถึง 1960 เป็นช่วงระยะเวลาที่ทฤษฎีความทันสมัยมีบทบาทอย่างสำคัญมากต่อกระบวนคิดด้านการพัฒนาสังคม การที่นักเศรษฐศาสตร์ได้เข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวางในการกำหนดรูปแบบตลอดจนทิศทางการพัฒนา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศตะวันตกที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ในระดับแนวหน้า ส่งผลให้มหาอำนาจตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิงประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “โลกเสรี” (Free World) เกิดแนวคิดด้านการพัฒนาที่มุ่งเน้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงประการเดียว (Growth-only Development Approach) การถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวสู่ประเทศด้อยพัฒนาในโลกที่สาม (The Third World) ผ่านวามกรรมการพัฒนา (Development Discourse) การส่งผู้เชี่ยวชาญและโครงการให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีความทันสมัยเข้ามามีบทบาทในการกำหนดทิศทางการพัฒนา และอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประชาคมโลก
ลักษณะที่สำคัญของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัย ประกอบด้วย
·       การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตและเทคโนโลยีในการดำรงชีวิตจากแบบเรียบง่ายในสังคมจารีต ไปสู่การดำรงชีวิตที่อาศัยความรู้และเทคโนโลยีระดับสูง มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
·       เปลี่ยนจากระบบการผลิตจากเกษตรแบบยังชีพ หรือการทำการเกษตรในที่ดินแปลงเล็กเพื่อบริโภคในครัวเรือน เป็นการผลิตขนาดใหญ่เพื่อขาย มีการจ้างแรงงานภายนอกครอบครัวหรือชุมชนแทนการใช้แรงงานในครอบครัว
·       มีระบบอุตสาหกรรมในโรงงานและการใช้เครื่องจักรกลเพิ่มขึ้น
·       วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงจากความสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการเป็นแบบเป็นทางการ
·       เกิดเมืองเพิ่มขึ้น และมีการขยายตัวของสังคมเมือง
·       มีการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สาธารณูปโภค โรงเรียน โรงพยาบาล
·       เกิดชนชั้นกลางและผู้ประกอบการ (Entrepreneur) เพิ่มขึ้น
·       มีการเปลี่ยนแปลงระบบความเชื่อของคนจากอำนาจเหนือธรรมชาติ ครอบครัวและชุมชนนิยมเป็นความคิดเชิงเหตุผล ปัจเจกชนนิยม และวัตถุนิยม
·       โครงสร้างของครอบครัวเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายเป็นครอบครัวเดี่ยว
·       สถาบันทางสังคมต่างๆ มีความสลับซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น
·       การจัดระเบียบทางสังคมใช้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับที่เป็นลายลักษณ์อักษรมากขึ้น เพื่อแทนที่บรรทัดฐานและวิถีประชาที่ใช้กันในสังคมจารีต
จากแนวคิดทฤษฎีความทันสมัย (Modernization Theory) เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงไปสู่ความทันสมัยจะไปในทิศทางใด ในการพัฒนาไปสู่ความทันสมัยต่างๆ เช่น 1.การเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตจากเกษตรกรรมแบบยังชีพเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นเกษตรกรรมมุ่งผลิตเพื่อการค้าเท่านั้น จึงทำให้เกษตรกรต้องปลูกข้าวปีละหลายๆครั้ง มีการใช้สารเคมีเพื่อบำรุงข้าวให้ได้ผลผลิตจำนวนมากๆ 2.การดำรงชีวิตต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพราะการดำรงชีวิตจากความเรียบง่ายไปสู่ความซับซ้อนที่ต้องพึ่งพาความรู้ และเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นนี้จะกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้ง อากาศร้อนขึ้น เป็นต้น จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ โดยทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมลง รวมทั้งมลพิษทางอากาศก็จะเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาภัยพิบัติธรรมชาติต่างๆ ตามมา รวมทั้งปัญหาภัยแล้งด้วย
  
3. แนวคิดทฤษฎีใหม่
                ทฤษฎีใหม่เป็นแนวคิดด้านการพัฒนา ซึ่งให้ความสำคัญกับภาคการเกษตร การช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากลำบาก และการพัฒนาอาชีพของประชาชนในชนบท ทำให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก
                ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช วางอยู่บนรากฐานแนวคิดเรื่องระบบเศรษฐกิจพอเพียงหรือระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเองได้ เศรษฐกิจพอเพียงในความหมายนี้หมายถึง ความสามารถของชุมชน เมือง รัฐ ประเทศ หรือภูมิภาคหนึ่งๆในการผลิตสินค้าและบริการทุกชนิด เพื่อเลี้ยงสังคมหรือชุมชนนั้นๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกหรือพึ่งพาน้อยที่สุด
                ส่วนเศรษฐกิจพอเพียงในระดับบุคคล หมายถึง ความสามารถในการดำรงชีวิตของบุคคลโดยไม่เดือดร้อน อย่างรู้จักประมาณตน ตามฐานะ ตามอัตภาพ หรือยึดหลักทางสายกลางในการดำเนินชีวิต
หลักการและแนวทางสำคัญในการดำเนินงานเกษตรตามแนวคิดทฤษฎีใหม่ที่ควรทราบมีดังนี้
·       เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับที่ประหยัดก่อน
·       ต้องมีพื้นที่ส่วนหนึ่งทำนาข้าว เพราะข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนต้องปลูก เพื่อให้มีข้าวพอบริโภคตลอดทั้งปี
·       ต้องมีน้ำสำรองไว้ใช้เพียงพอตลอดปี เพื่อการเพาะปลูกในระยะฝนทิ้งช่วง หรือในฤดูแล้ง
·       ใช้อัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ในการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ไม่ว่าจะมีพื้นที่ครอบครองน้อยกว่าหรือมากกว่า 15 ไร่ คือ
                                30 % ใช้ขุดสระเก็บกักน้ำ
                                30 % ใช้ปลูกข้าว
                                30 % ใช้ปลูกพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ ไม้ยืนต้น
                                10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ
ประโยชน์ของแนวคิดทฤษฎีใหม่สรุปได้ดังนี้
·       ประชาชนพออยู่พอกินในระดับประหยัด เลี้ยงตนเองได้ ไม่อดอยาก ตามหลักปรัชญาของ "เศรษฐกิจพอเพียง"
·       ในหน้าแล้งก็สามารถนำน้ำที่เก็บกักไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย เช่น ถั่วต่างๆ ได้ โดยไม่ต้องอาศัยชลประทาน
·       ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยได้
·       ในกรณีที่เกิดอุทกภัย ก็สามารถฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากนัก
                จากข้อความดังกล่าวข้างต้น นำแนวคิดทฤษฎีใหม่มา เพราะ ให้คนในชนบทหันมาพึ่งพาทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของในหลวงในการดำรงชีวิตตามแนวคิดทฤษฎีใหม่ จะได้ไม่ต้องหันไปพึ่งพาระบบอุตสาหกรรม เช่น 1.ถ้าเกิดปัญหาภัยแล้งเกษตรกรต้องรู้จักปรับตัวโดยการปลูกพืชให้เหมาะสมกับฤดูกาลหรือทำตามแนวคิดทฤษฎีใหม่ คือ 30 : 30 : 30 : 10 ส่วนแรก ขุดสระเก็บกักน้ำ พื้นที่ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ำ เพื่อให้มีน้ำใช้สม่ำเสมอตลอดปี โดยเก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ และพืชน้ำต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด โสน ฯลฯ ส่วนที่สอง ปลูกข้าว พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวันสำหรับครัวเรือนให้เพียงพอตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เป็นการลดค่าใช้จ่าย และสามารพึ่งตนเองได้ ส่วนที่สาม ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พืชสมุนไพร ฯลฯ อย่างผสมผสานกัน และหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้เป็นอาหารประจำวัน หากเหลือจากการบริโภคก็นำไปขายได้ ส่วนสี่ เป็นที่อยู่อาศัย และอื่นๆ พื้นที่ประมาณ 10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือน และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ รวมทั้งคอกเลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะชำ ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร และอื่นๆ 2.ถ้าคนในชุมชนเกิดปัญหาภัยแล้งขึ้นก็สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยไม่ต้องทิ้งที่ดินรกร้างออกไปทำงานในเมืองใหญ่ เป็นต้นการทำตามแนวคิดทฤษฎีใหม่ก็สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อาจจะทำให้ปัญหาภัยแล้งไม่หมดไป แต่ก็สามารถแก้ไขปัญหาภัยแล้งไปได้ในระดับหนึ่ง
ภัยแล้งเป็นภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็นประจำทุกปี ซึ่งนับวันภัยแล้วจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยปัญหาภัยแล้งมักเกิดขึ้นในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางของประเทศไทย บริเวณจังหวัด ได้แก่ บริเวณจังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด   แต่ปัจจุบันภัยแล้งได้ขยายขอบเขตมีอาณาบริเวณเกือบทั้งประเทศไทยแล้วทั้งนี้ เพราะ ฝนตกน้อยกว่าปกติ หรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เป็นระยะเวลาเวลานานเกินกว่าปกติ ทำให้เกิดความแห้งแล้ง ขาดแคลนน้ำในการอุปโภค บริโภค ด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ฯลฯ โดยเฉพาะภาคเกษตรของประเทศไทยที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรเป็นหลัก เพราะจะต้องใช้น้ำ รวมทั้งพึ่งพาธรรมชาติในการเพาะปลูกพืชชนิดต่างๆ ซึ่งภัยแล้งจะเกิดขึ้นประมาณเดือนมิถุนายนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม
ภาวะความแห้งแล้งเกิดได้ 3 ลักษณะ คือ ลักษณะแรก ความแห้งแล้งเชิงอุตุนิยมวิทยา(ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล) ลักษณะที่สอง ความแห้งแล้งเชิงอุทกวิทยา(ปริมาณน้ำกักเก็บและน้ำใต้ดินลงลด) ลักษณะที่สาม ความแห้งแล้งเชิงเกษตรกรรม(พืชขาดน้ำ ความชื่นในดินน้อย ทำให้ระดับน้ำใต้ดิน และแหล่งน้ำผิวดินลดลง ทำให้ผลผลิตที่ได้ก็ลดลงตามไปด้วย)
ดังนั้นปัญหาภัยแล้งไม่ใช้ปัญหาไม่ใช้ปัญหาเล็กน้อยที่แก้ไขก็หมดไป แต่ภัยแล้งเป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขในระยะยาว และเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี มนุษย์ควรจะรู้เท่าทันปัญหาภัยแล้งนั้น คือ ต้องมีการเตรียมการ การปรับตัว วางแผน ป้องกันและการรับมือกันสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้น เพื่อสามารถที่จะรับมือมีเกิดภัยแล้งได้ ส่วนภาครัฐจะต้องรณรงค์ ส่งเสริม และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ตัดไม้ทำลายป่า หรือมีการปลูกต้นไม้ทดแทน ทำให้ประชาชนตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่มีรอยู่อย่างจำกัด ใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่าที่สุด และประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งพยายามไม่ปล่อยมลพิษที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ หรือลดการปล่อยมลพิษให้น้อยที่สุด
 
 
 

บรรณานุกรม
1. กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. ภัยพิบัติทางธรรมชาติ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์การศาสนา, 2539
2. ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา. สุขภาพคนไทย 2555. กรุงเทพฯ: บริษัท อมรินทร์พิ้นติ้งแอนพับลิชชิง  จำกัด          
(มหาชน), 2555
3.ชฎา ณรงค์ฤทธิ์. การพัฒนาระบบสนับสนุนการตัดสินใจเชิงพื้นที่ด้านการจัดการภัยแล้งของจังหวัดใน
ภาคเหนือตอนล่าง: ระยะที่ 1 จังหวัดอุตรดิตถ์, จังหวัดพิษณุโลก, จังหวัดพิจิตร, จังหวัดสุโขทัย, จังหวัดตาก, และจังหวัดกำแพงเพชร, 2548
4.ประสิทธิ์ ทีฆพุฒิ และศุภฤกษ์ ตันศรีรัตนวงศ์. คู่มือเตือนภัยพิบัติทางธรรมชาติ.กรุงเทพฯ: ดอกหญ้ากรุ๊ป, 2549
5.พัชริทร์ สิรสุนทร.แนวความคิดและทฤษฎีการพัฒนาสังคม, 2547
10.http://region4.prd.go.th/ewt_news.php?nid=25081
11. http://www.baanjomyut.com/library/new_land/index.html
13.http://www.ldd.go.th
15.http://www.manowpan.com/news177.html
16. http://www.moe.go.th
20.http://203.172.205.25/ftp/intranet/sac.or.th/Subdetail/old_anthronews/anthronews_disaster/disaster
.html
 
 
 
 
 
 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น